Search Images Maps Play YouTube News Gmail Drive More »
New Features | Help | Sign in
  
Explore
 
Linked Galleries View All
Recent Comments View All
ssomkiert granjan...
"สวย งาม มาก ผมมีองค์หนึ่งไม่รุ้ว่าแท้อะป่าว"
สมเกียรติ พุฒเปีย
ssomkiert granjan...
"และเปิดไวเท่าไรครับ"
ไชยา ณ ชัยชนะ เจร...
"ขอขอบคุณที่เข้าชมครับ"
ssomkiert granjan...
"พระสวยครับ 555555555555"
ไชยา ณ ชัยชนะ เจร...
"ประวัติการสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
     การสร้างพระเครื่องไว้เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนานั้น ได้มีมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ราวปีพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ต่อมาท่านโบราณจารย์ผู้เชี่ยวชาญฉลาดได้ประดิษฐ์คิดสร้างพระเครื่อง ด้วยรูปแบบต่างๆนานาตามแต่จะเห็นว่างาม นอกจากนั้นแล้งยังได้บรรจุพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ตลอดจนพระปริตรและหัวใจพระพุทธมนต์อีกมากมายหลายแบบด้วยกัน และการสร้างพระเครื่องนั้น นิยมสร้างให้มีจำนวนครบ ๘๔,๐๐๐ องค์ ตามจำนวนพระธรรมขันธ์อีกด้วย
     ดังนั้น ในชมพูทวีปและแม้แต่ประเทศไทยเราเอง ปรากฏว่ามีพระเครื่องอย่างมากมาย เพราะท่านพุทธศาสนิกชนได้สร้างสืบต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย และในบรรดาพระเครื่องจำนวนมากด้วยกันแล้ว ท่านยกย่องให้พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี ซึ่งสร้างโดยท่านเจ้าประคุณพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) เป็นยอดแห่งพระเครื่อง และได้รับถวายสมญานามว่าเป็น ราชาแห่งพระเครื่อง อีกด้วย
     ปฐมเหตุซึ่งพระสมเด็จของท่านเจ้าประคุณสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามได้รับการยกย่องเช่นนั้น อาจจะเป็นด้วยรูปแบบของพระสมเด็จเป็นพระเครื่ององค์แรกซึ่งสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างทรงเลขาคณิต ส่วนองค์พระและฐานนั้นเล่า ท่านได้จำลองแบบ และย่อมาจากองค์พระประธาน จากพระอุโบสถเพียงองค์เดียวเท่านั้น ปราศจากอัครสาวกซ้ายขวา องค์พระจึงดูโดดเด่นอย่างเป็นเอกรงค์ สำหรับซุ้มเรือนแก้วอันเป็นปริมณฑลนั้นเล่า ท่านได้จำลองแบบอย่างมาจากครอบแก้ว (ครอบแก้วพระพุทธรูป) และถึงจะเป็นรูปแบบอย่างง่ายๆ ปราศจากส่วนตกแต่งแต่อย่างใดเลย ก็ตามทีต้องยอมรับว่าเป็นความงามที่ลงตัวอย่างหาที่ติมิได้เลย
     นอกจากรูปแบบอันงดงามของพระสมเด็จดังกล่าวแล้ว ศรัทธาและความเลื่อมใสของนักสะสมพระเครื่อง อันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คงจะมาจากคุณวิเศษอันเป็นมหัศจรรย์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) ผู้ประติมากรรมพระสมเด็จเป็นอันดับสอง ซึ่งมีผู้กล่าวเล่ากันฟังอย่างน่าศรัทธาในความเป็นปราชญ์ของท่าน ดังสดับรับฟังมาขอถ่ายทอดสู่ท่านผู้อ่านดังนี้
 
     ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี )วัดระฆังโฆสิตาราม ผู้เป็นอมตเถระ
 
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) วัดระฆังโฆสิตาราม บางกอกน้อย ธนบุรี นามเดิมว่า โต ได้รับฉายา พฺรหฺมรํสี ถือกำเนิดตอนเช้าตรู่ ของวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑ จุลศักราช ๑๑๕๐ ในรัชกาลที่ ๑ บ้านไก่จ้น ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มารดาชื่อ เกศ เป็นชาวบ้าน ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
     ในขณะที่ท่านยังเป็นเด็กนอนแบเบาะอยู่นั้น มารดาได้ย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่ตำบลไชโย จังหวัดอ่างทอง แต่พอท่านจำเริญวัยพอนั่งยืนได้ มารดาได้ย้ายมาอยู่ที่ตำบลบางขุนพรหม จังหวัดพระนคร เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งสถาน ที่ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับประวัติชีวิตของท่านนั้น ท่านจึงได้สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไว้หลายองค์ เช่น สร้างพระพุทธไสยาสน์ ที่วัดสะตือ ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับวัดไก่จ้น ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้าง พระมหาพุทธพิมพ์ ที่วัดไชยโย อำเภอไชยโย จังหวัดอ่างทอง และสร้างพระศรีอาริยเมตไตรย ไว้ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ เป็นต้น
 
     สมัยเมื่อท่านยังเป็นเด็ก ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้เรียนหนังสือในสำนักของท่านเจ้าคุณอรัญญิก (ด้วง) วัดอินทรวิหาร เดิมชื่อว่าวัดบางขุนพรหมนอก ส่วนวัดบางขุนพรหมในก็คือวัดบางขุนพรหมในปัจจุบันนี้ พออายุได้ ๑๒ ขวบ ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร และได้ย้ายมาอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี
      เมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้เข้ามาศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรม ณ วัดระฆังโฆสิตารามแล้ว ปรากฏว่า การศึกษาของท่านได้รับการชมเชยจากพระอาจารย์อยู่เสมอว่า ความจำความเฉียวฉลาด ปราดเปรื่อง ปฏิภาณไหวพริบของท่านนั้นเป็นเลิศหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก ท่านเรียนรู้พระปริยัติธรรม ได้อย่างที่เรียกว่า รู้แจ้งแทงตลอด นอกจากท่านจะได้ ศึกษาในสำนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) วัดระฆังโฆสิตารามแล้ว ท่านยังได้ไปฝากตัวศึกษา ทางด้านปริยัติและด้านปฏิบัติกับสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ไก่เถื่อน ณวัดมหาธาตุ
     นอกจากทางด้านปริยัติท่านจะได้ศึกษาอย่างรู้แจ้งรู้จบแล้ว ท่านยังได้หันไปศึกษา ทางด้านปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้นจากวัฏสงสารกับสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ไก่เถื่อน อาจารย์รูปหนึ่งทางด้านปริยัติธรรมของท่าน ซึ่งในขณะนั้นท่านก็มีชื่อเสียงโด่งดังทางปฏิบัติอยู่ก่อนแล้ว อาจารย์ทางด้านวิปัสสนาธุระของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯนอกจากสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ไก่เถื่อน แล้งก็มีเจ้าคุณอรัญญิก วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม โดยเฉพาะสมณศักดิ์อรัญญิก ซึ่งแปลว่าป่า ย่อมจะเป็นที่แจ้งชัดแล้วว่าท่านเป็นผู้ชำนาญทางปฏิบัติ เพราะตำแหน่งนี้ เป็นตำแหน่งของด้านวิปัสสนาธุระอยู่แล้ว ยังมีเจ้าคุณบวรวิริยเถร วัดสังเวชวิศยาราม บางลำพู และท่านอาจารย์แสง วัดมณีชลขันธ์ ลพบุรี ผู้โด่งดังทางด้านปฏิบัติและเก่งกล้าทางพุทธาคมอีกด้วย โดยที่สามเณรโต ท่านเป็นผู้มักน้อย สันโดษ และไม่มีความทะเยอทะยานในลาภยศสรรเสริญ ทั้งๆที่ท่านเป็นผู้ที่เรียนรู้ในพระปริยัติธรรมและมีความเชี่ยวชาญถ่องแท้ในพระไตรปิฎกเป็นอย่างดี แต่สามเณรโตท่านก็หาได้เข้าสอบเป็นเปรียญไม่
     นอกจากท่านจะมีความเชี่ยวชาญในด้านปริยัติธรรมดังกล่าวแล้ว ท่านยังมีความสามารถในการเทศน์ได้ไพเราะ และมีความคมคาย ที่จับจิตจับใจท่านผู้ฝัง มาแต่ครั้งท่านเป็นสามเณรอยู่ก่อนแล้ว เรื่องนี้เป็นที่เล่าลือขจรขจายไปทั่วทิศ และด้วยเหตุสามเณรโตเป็นนักเทศน์ เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.๒) ตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงโปรดปราณเป็นอย่างมาก ถึงกับพระราชทานเรือกัญญาหลังคากระแชง ไว้ให้ใช้ และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย
     ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระเมตตาสามเณรโตไม่น้อยเหมือนกัน ทรงโปรดให้สามเณรโตเป็นนาคหลวงและอุปสมบทในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วย ในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงแต่งตั้งในท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯให้เป็นพระราชาคณะ แต่ทว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้ทูลขอตัวเสีย ด้วยเหตุที่กลัวพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานสมณศักดิ์ให้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงได้ถือธุดงควัตรไปตามจังหวัดที่ห่างไกลเป็นการเร้นตัวไปในที
     สืบต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔) โปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ ในคราวนี้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไม่ขัดพระราชประสงค์ อาจจะเป็นด้วยท่านชราภาพลงมาก คงจะจาริกไปในที่ห่างไกลไม่ไหวแล้ว เพราะตอนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔) พระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่พระธรรมกิติ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๕ นั้นท่านมีอายุได้ ๖๕ ปีเข้าไปแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์ท่านได้ทรงผนวช มาแต่พระชนมายุได้ ๒๑ พรรษา และได้ทรงศึกษาด้านวิปัสสนาธุระ ณ วัดราชาธิวาส จนจบสิ้นตำรับตำรา ทรงมีความรอบรู้อย่างแท้ จนไม่มีครูบาอาจารย์รูปอื่นใด จะสามารถอธิบายให้กว้างขวางต่อไปได้อีก จึงได้ทรงระงับการศึกษา ทางด้านวิปัสสนาธุระไว้เพียงนั้น พอออกพรรษาก็เสด็จมาประทับ ณ วัดมหาธาตุ ก็ทรงหันมาศึกษาทางฝ่ายปริยัติธรรม โดยได้เริ่มศึกษาภาษาบาลี เพื่ออ่านและแปลพระไตรปิฎก ทรงค้นคว้าหาความรู้โดยลำพังพระองค์เอง ทรงขะมักเขม้นศึกษาอยู่ (๒) ปี ก็รอบรู้ภาษาบาลีอย่างกว้างขวาง ผิดกับผู้อื่นที่ไม่เคยศึกษามา
 
     เมื่อกิตติศัพท์ทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าให้เสด็จฯ เข้าแปลพระปริยัติธรรมถวาย ตามหลักสูตรเปรียญในเวลานั้นพระองค์ทรงแปลอยู่ ๓ วัน ก็ปรากฏว่าแปลได้หมดจนจบชั้นเปรียญเอก จึงพระราชทานพัดยศ สำหรับเปรียญเอก ๙ ประโยคให้ ทรงถือเป็นสมณศักดิ์ต่อมา
 ฉะนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานสมณศักดิ์ให้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงเข้าทำนองปราชญ์ย่อมเข้าใจปราชญ์
 
     ด้วยเหตุฉะนี้กระมัง พระองค์จึงโปรด และมีพระมหากรุณาธิคุณต่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต ) วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นพิเศษ บางโอกาสแม้ว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะแสดงข้ออรรถข้อธรรมอันลึกซึ้ง ที่ขัดพระทัยอยู่บ้าง ก็ทรงอภัยให้เสมอ มีเรื่องเล่าว่า เมื่อออกพรรษาเป็นเทศกาลทอดกฐินพระราชทาน พระองค์ทรงโปรดให้อารามหลวง ในเขตกรุงเทพมหานคร จุดการตกแต่งเรือเพื่อการประกวดประชันในด้านความงามและความคิด
 
     เมื่อขบวนเรือประกวดล่องผ่านพระที่นั่งเป็นลำดับๆ ซึ่งล้วนแต่ตกแต่งด้วยพันธุ์บุปผานานาชนิดสวยงามยิ่งนัก ครั้นมาถึงเรือประกวดของวัดระฆังโฆสิตารามเท่านั้น เป็นเรือจ้นเก่าๆลำหนึ่ง ที่หัวเรือมีธงสีเหลืองทำขึ้นจากจีวรพระ มีลิงผูกอยู่กับเสาธง ที่กลางเรือมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ นอนเอกเขนกอยู่เท่านั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรเห็นเท่านั้นก็เสด็จขึ้นทันที แล้วตรัสว่า ขรัวโตเขาไม่ยอมเล่นกับเรา แต่ก็ทรงทราบด้วยพระปรีชาว่า การที่ขรัวโตประพฤติเช่นนั้น ทำเป็นปริศนาให้ทรงทราบว่า ความจริงแล้วพระสงฆ์องค์เจ้าอย่างท่านนั้น ไม่ได้สะสมทรัพย์สินเงินทองแต่อย่างใด มีเพียงอัฐบริขารเท่าที่จำเป็นเท่านั้น จะจัดหาสิ่งของเอามาตกแต่งเรือ ให้สวยงามได้อย่างไร คงมีแต่จีวรที่แต่งแต้มสีสัน กับสัตว์เลี้ยงคือลิงที่มักแลลิ้นปลิ้นตา ดังวลีที่ว่าการกระทำเช่นนั้นความจริงแล้ว มันเหมือนกับทำตัวเป็น ลิงหลอกเจ้า นั่นเองแต่พระองค์ก็ทรงอภัยโทษหาได้โกรธขึ้งไม่ การกระทำเช่นนั้น ถ้าเป็นบุคคลอื่นคงจะหัวขาดเป็นแน่
     เรื่องอันน่าสนใจในพระเดชพระคุณเจ้ารูปนี้ ยังมีที่น่าขำขันอีกมากมาย แต่ในเรื่องราวเหล่านั้นท่านได้สอดแทรกคติธรรม ปริศนาธรรมอย่างลึกซึ้งให้เราท่านได้ขบคิดและน่าจะได้ใคร่ครวญสืบต่อไป ถึงแม้ว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) จะประพฤติปฏิบัติตามความพอใจของท่าน ไม่ถือความนิยมของผู้อื่น จึงมีเรื่องเล่าถึงการที่ท่านปฏิบัติแปลกๆ มากมาย แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร ๔) ก็ทรงพระเมตตา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯอยู่เสมอมา เข้าทำนองนักปราชญ์ย่อมเข้าใจในการกระทำของนักปราชญ์ฉะนั้น ประการหนึ่ง และยิ่งกว่านั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านวิปัสสนาธุระ คันถธุระ ขณะที่ทรงผนวชอยู่นั้นแล้ว ในวิชาโหราศาสตร์และดาราศาสตร์ก็เยี่ยมยอด
     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร ๕) ทรงโปรดให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ผู้ทรงศึกษาวิชาโหราศาสตร์อย่างเจนจัดเชี่ยวชาญ ผูกดวงชะตาของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ที่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ผูกไว้ให้แก่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวงศ์วโรปการ ถือเป็นหลักในวิชาพยากรณ์
 
ดวงชะตาของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯมีดังนี้
 
อาทิตย์ เป็นศรี เป็นมหาอุจจ์กุมลลัคนาบรรลุความสำเร็จสูงสุดทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นผู้มีอารมณ์ขัน เพราะสมาสัปต์กับศุกร์
ลัคนา เกาะปัญจมะนวางค์ อาทิตย์ (ศรี) ทุติยตรียางคอาทิตย์ (ศรี) เสวยภรณีฤกษ์ที่ ๒ ประกอบด้วยมหัธโนแห่งฤกษ์
จะเป็นด้วยราหูเป็นอายุ เป็นมหาอุจจ์ และเพราะสมาสัปต์กับศุกร์ จึงทำให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นผู้มีอารมณ์ขันหรืออย่างไรก็เหลือเดา จึงมีเรื่องที่แสดงถึงความเป็นผู้มีอารมณ์ขันของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ อยู่เสมอ
 
     ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามธนบุรี ท่านเป็นผู้ทรงคุณวิเศษหลากหลายประการด้วยกัน ดังได้กล่าวไปบ้างแล้วนั้น มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯกับหลวงปู่ภู วัดอินทรวิหารบางขุนพรหม ท่านทั้งสองได้เดินผ่านพระเจดีย์องค์หนึ่ง ซึ่งช่างได้ทำการบูรณะโดยการโบกปูนปิดฐานพระเจดีย์ที่ชำรุดให้คงสภาพดีเหมือนเดิม บังเอิญภานในพระเจดีย์ที่โบกปูนปิดช่องลมที่ฐานพระเจดีย์นั้นมีคางคกสองตัวติดอยู่หาทางออกไม่ได้ต่างดิ้นทุรนทุราย ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯท่านทราบด้วยตาทิพย์ ท่านจึงเอ่ยถามหลวงปู่ภูซึ่งท่านก็ได้ตาทิพย์เช่นกัน ท่านจึงตอบท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯไปว่า คางคกสองตัว ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯจึงให้หลวงปู่ภูเอาคางคกที่ติดอยู่ภายในฐานพระเจดีย์ออกมาโดยการทุบตรงที่โบกปูนนั้น
 จากพฤติกรรมดังกล่าวแล้วนั้น แสดงว่าทั้งท่านเจ้าประคุณสมเด็จและหลวงปู่ภู วัดอินทรวิหารผู้ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯล้วนแต่ทรงคุณวิเศษทั้งคู่ นั่นย่อมหมายความว่า ท่านสำเร็จอภิญญา คือความรู้ยิ่งในพระพุทธศาสนา
 
     ในบรรดาพระอาจารย์ผู้สำเร็จวิชาสตรโสฬส และทรงคุณวิเศษดังกล่าวแล้วนั้น มีท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ รวมอยู่ด้วยรูปหนึ่ง ท่านจึงสามารถที่จะแสดงอิทธิฤทธิ์ ตลอดจนคุณวิเศษต่างๆ ได้นานัปการนอกจากนั้นท่านยังเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต บางครั้งบางโอกาสท่านอาจจะทำเป็นโง่แบบเถรตรงจนเกินไปก็มี
      คราวหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เมล็ดพระศรีมหาโพธิ์มาจากพระพุทธคยา ทรงเพาะขึ้นแล้วมีรับสั่งให้ส่งต้นพระศรีหาโพธิ์ที่เพาะขึ้นนั้น ไปปลูกตามพระอารามหลวง เจ้าพนักงานได้มีใบบอกไปตามวัดต่างๆ ให้มารับไป เจ้าอาวาสทั้งหลายได้มารับเอาไปปลูก โดยเอาเรือจ้างบ้าง เรือถ่อบ้าง มารับเอาไป ส่วนท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านไม่ยอมไปรับ กลับมีลิขิตตอบไปว่า ท่านไปรับไม่ได้เกรงจะเป็นการดูหมิ่นต่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ควรบอกเจ้าหน้าที่นำเรือกัญญาไปรับต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วมีเรือตั้งนำเชิญไปพระราชทานตามวัด จึงจะสมควรแก่เกียรติยศ เจ้าหน้าที่ได้นำลิขิตของขรัวโต ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วทรงกรุณาโปรดเกล้าฯว่า ถูกของท่าน พวกเจ้ามักง่าย
     ด้วยเหตุนี้บรรดาวัดต่างๆ ที่รับต้นศรีมหาโพธิ์ไปแล้ง ต้องนำมาส่งคืน เจ้าพนักงานต้องเชิญต้นศรีมหาโพธิ์ลงเรือกัญญา มีเรือขบวนแห่ไปส่งตามพระอารามหลวงจนทั่วกัน ด้วยภูมิอันฉลาดแหลมคม ตลอดจนความเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต ซึ่งได้รับคำยกย่องว่า ท่านเป็นเอตทัคคะรูปหนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี บางโอกาสท่านจึงได้แสดงพฤติกรรมบางอย่างบางประการออกไป ในทางพิลึกพิเรนทร์ที่มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาๆ เขาไม่นิยมกระทำกัน แต่ทว่าท่านกลับเป็นผู้กระทำเสียเอง แต่ถ้าดูกันอย่างผิวเผิน จักเห็นว่าท่านเป็นคนสติเฟื่องจึงกระทำเรื่องบ๊องๆ เช่นนั้น แต่ถ้าได้พิจารณากันอย่างถ่องแท้ให้ถึงซึ่งความเป็นจริง และเป็นสัจธรรมคำสอนตามพุทธธรรม ในพุทธองค์แล้ว การกระทำของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านได้สอดแทรกแก่นแท้ของหลักธรรมเอาไว้ทั้งสิ้น อย่างเช่น ในกรณีที่พระลูกวัดของท่านสองรูป ที่กำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรง ถึงขั้นจะลงมือลงไม้กันทีเดียว ถ้าท่านเป็นเจ้าอาวาส ก็จะเข้าไปห้ามปรามนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ทว่าท่านรีบขวนขวายหาดอกไม้ธูปเทียน แล้วรีบไปหาสองพระลูกวัดที่กำลังทะเลาะกันอยู่นั้น พร้อมกับก้มลงกราบ แล้วพูดว่า ท่านทั้งสองเก่งมาก อาตมากลัวแล้ว ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย
     พระภิกษุทั้งสองรูปเมื่อเห็นเป็นเช่นนั้นก็ต้องเลิกรากันในทันที แล้วรีบคุกเข่ากราบท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ และและแทนที่ท่านจะดุว่าพระทั้งสองแม้สักคำน้อยก็หาไม่ ท่านกลับว่า ที่ท่านทั้งสองทะเลาะเบาะแว้งกันนั้น เพราะอาตมาปกครองท่านไม่ดีต่างหาก หาได้เป็นความผิดของท่านทั้งสองไม่ ท่านเคยได้พบเห็นหรือท่านเคยได้ยินพฤติกรรมอย่างนี้มีที่ไหนบ้าง ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านได้นำหลักธรรมคำสอนที่ว่าด้วย ชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ เวรระงับด้วยการไม่จองเวร ทำนองนี้ นอกจากท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะได้สร้างปูชนียวัตถุดังกล่าวแล้ว มีเรื่องเล่าว่า ครั้งเมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ขึ้นไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางทิศใต้ของกรุงสุโขทัย และเป็นเมืองที่ร่ำรวยด้วยโบราณวัตถุทางพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นอีกเมืองหนึ่ง ที่มีพระเครื่องซึ่งงดงามไปด้วยพุทธศิลปะ อันบริสุทธิ์ของชาวไทยเราอีกด้วย และโดยเฉพาะที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านมีความรู้และแตกฉานทางอักษรโบราณ ท่านจึงสามารถอ่านศิลาจารึกที่ว่าด้วยกรรมวิธีการสร้างพระเครื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างพระพิมพ์ด้วยเนื้อผงขาว ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า เนื้อพระสมเด็จ โดยมีเนื้อหลักเป็นปูนขาว (ปูนหิน) หรือปูนเปลือกหอย ผสมผสานด้วยวัตถุมงคลอาถรรพณ์อื่นๆ และมีผงวิเศษซึ่งสำเร็จจากการลบสูตรสนธิ์จากคัมภีร์ทางพุทธาคม เมื่อนำเอามาบดตำกรองจนดีแล้ว จึงนำเอาวัตถุมงคลและอาถรรพ์ต่างๆเหล่านั้นมาผสมผสานกับดินสอพอง (ดินขาว) แล้วปั้นเป็นแท่งตากให้แห้ง แล้วจึงนำเอามาเขียนอักขระเลขยันต์ตามคัมภีร์บังคับ บนกระดานโหราศาสตร์ซึ่งทำจากต้นมะละกอ เสร็จแล้วจึงลบเอาผงมาสร้างเป็นพระสมเด็จ ที่เรียกว่าผงวิเศษ หรือผงพุทธคุณนั่นเอง
     นอกจากนั้นแล้วยังสันนิษฐานกันว่า ท่านยังเอาข้าวก้นบาตร และอาหารหวานคาวที่ท่านฉันอยู่ถ้าคำไหนอร่อยท่านจะไม่ฉัน จะคายออกมาแล้วตากให้แห้งเพื่อนำไปบดตำสร้างพระสมเด็จของท่าน ซึ่งถูกต้องตามวิธีการสร้างพระอาหารของชาวรามัญ
     ส่วนตัวประสาน หรือตัวยึดเกาะนั้น ที่เราทราบๆ กันอย่างเด่นชัดก็คือ น้ำมันตังอิ๊ว น้ำอ้อย น้ำผึ้ง กล้วย และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เยื่อกระดาษ ได้จากการที่เอากระดาษฟางหรือกระดาษสามาแช่น้ำข้ามวันข้ามคืน จนกระดาษละลายเป็นเมือกดีแล้ว จึงนำเอามากรองเพื่อเอาเยื่อกระดาษมาผสมผสานบดตำลงไป เชื่อกันว่าตัวเยื่อกระดาษนี้ เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม มีความหนึกนุ่ม เนื้อจึงไม่แห้งและกระด้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนผสมที่เป็นประเภทพืช เช่น ข้าว อาหาร กล้วย อ้อย เป็นต้น ก็มีส่วนที่ทำให้เนื้อพระมีความหนึกนุ่มอีกเช่นกัน
     สำหรับในด้านแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามนั้น ถ้าได้พิจารณากันอย่างถ่องแท้แล้วจักเป็นรูปแบบที่เรียบง่าย คือเค้าโครงภายนอกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงเลขาคณิต เป็นการออกแบบที่ทวนกระแสความคิดสร้างสรรค์ ของคนโบราณอย่างสิ้นเชิง อาจจะพูดได้ว่า เป็นการออกแบบที่เป็นศิลปะของตนเอง อย่างบริสุทธิ์ หาได้อยู่ภายใต้ของศิลปะพระเครื่องสกุลอื่นใดไม่ ทั้งๆ ที่การสร้างพระพิมพ์หรือพระเครื่อง ได้มีมาแต่ครั้งสมัยคันธารราษฎร์ (อินเดีย) มากกว่า ๒,๐๐๐ ปีล่วงมาแล้ว
     ในด้านองค์พระคงจะได้แนวคิดและแบบอย่างมาจากพระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งส่วนมากจักประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี เฉพาะซุ้มเรือนแก้วนั้นคงจักได้แนวคิดมาจากครอบแก้ว ซึ่งเพิ่งจะมีครอบแก้วครอบพระบูชาประจำวัด ประจำบ้าน เพื่อเป็นการอนุรักษ์ไม่ให้ผิวทองหมองประการหนึ่ง และเพื่อเป็นการป้องกันฝุ่นละอองที่มีคละคลุ้งในอากาศอีกด้วย เป็นที่เชื่อกันว่า ผู้ที่แกะแม่พิมพ์ถวายท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯนั้น น่าจะเป็นฝีมือช่างสิบหมู่หรือฝีมือช่างหลวงนั่นเอง
 
     พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามในท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯนั้น เป็นเป็นพระที่สร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามแต่โอกาสและเวลาจะอำนวย หาได้สร้างเป็นครั้งเดียวไม่ ที่เชื่ออย่างนี้เพราะพระแต่ละพิมพ์ของท่าน เนื้อหา ตลอดจนมวลสารนั้นมีอ่อนแก่กว่ากัน ละเอียดบ้าง หยาบบ้าง สีสันวรรณะก็เป็น เช่น เดียวกันทั้งสิ้น เมื่อท่านสร้างพระแต่ละพิมพ์แต่ละคราวเสร็จแล้ว ท่านจะบรรจุลงในบาตร นอกจากท่านจะบริกรรมปลุกเสกด้วยตัวท่านจงดีแล้ว ยังนิมนต์ให้พระเณรปลุกเสกอีกด้วย เมื่อท่านออกไปบิณฑบาตท่านก็จะเอาติดตัวไป ญาติโยมที่ใส่บาตรท่าน ท่านจะแจกพระให้คนละองค์ และมักจะพูดว่า เก็บเอาไว้ให้ดีนะจ๊ะ ต่อไปจะหายาก โดยไม่บรรยายสรรพคุณให้ทราบแต่อย่างใด แต่ก็เป็นที่ทราบกันอยู่ในยุคสมัยนั้นแล้วว่า พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ โด่งดังทางโภคทรัพย์และเมตตามหานิยม
 

การสร้างพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม
 
- เป็นที่ค่อนข้างจะเชื่อได้ว่าเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ท่านสร้างสมเด็จวัดระฆังของท่านไปเรื่อยๆ จนท่านอาจจะมีการดูฤกษ์เป็นกรณีพิเศษ แล้วท่านก็สร้างขึ้นมาท่านมีกำหนดว่าจะสร้างกี่องค์ ท่านก็สร้างขึ้นมา แต่มั่นใจว่าท่านไม่ได้สร้างครั้งละมากๆ เพื่อแจกไว้นานๆ
- วันไหนที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ กำหนดจะสร้างพระ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็จะเอาปูนเอาส่วนผสมต่างๆ มาตำได้เนื้อพระสมเด็จมาก้อนหนึ่ง แล้วปั้นเป็นแท่งสี่เหลียม ตัดออกเป็นชิ้นๆ ในสมัยก่อนเรียกว่า ชิ้นฟัก
- แล้วนำเนื้อสมเด็จชิ้นฟักวางลงที่แม่พิมพ์ ซึ่งแกะจากหินชนวนกดเนื้อพระ กับแม่พิมพ์ให้แน่น นำเอาไม้แผ่นมาวางทับด้านหลังของพระสมเด็จวัดระฆัง แล้วใช้ไม้หรือของแข็ง เคาะที่ไม้ด้านหลังเพื่อไล่ฟองอากาศ และกดให้เนื้อพระสมเด็จแน่นพิมพ์
- จึงจะเอาไม้แผ่นด้านหลังออก จึงปรากฏรอยกระดานบ้าง รอยกาบหมากบ้างบนด้านหลัง ขององค์สมเด็จวัดระฆัง กลายเป็นจุดสำคัญและเป็นหัวใจของการดูพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม
 
- เมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้กดพระบนพิมพ์เรียบร้อยแล้ว ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็จะตัดขอบพระเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยใช้ตอกตัด ตอกไม้ไผ่ที่ใช้จักสาน
 
- ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไม่ใช้มีดเพราะเป็นพระไม่ควรใช้ของมีคม วิธีตัดตอกนั้นตัดจากด้านหลัง ไปด้านหน้า โดยเข้าใจว่าในแม่พิมพ์พระสมเด็จ ที่เป็นหินชนวนนั้น จะบากเป็นร่องไว้สำหรับนำร่องการตัดตอก
- เพราะพระสมเด็จวัดระฆัง บางองค์ที่ขอบมีเนื้อเกินจะเห็นเส้นนูนของร่องไว้ให้สังเกต การตัดตอกพระสมเด็จวัดระฆัง จากด้านหลังไปด้านหน้า จึงเกิดร่องรอยปรากฏ ที่ด้านข้างขององค์พระ และรอยปริแตกขององค์พระ ด้านหลังที่ลู่ไปตามรอยตอก ที่ลากลงร่องรอยต่างๆ
- เมื่อผ่านอายุร้อยกว่าปีมาแล้ว การหดตัวขององค์พระสมเด็จฯ การแยกตัวของการปริแตกตามรอยตัด กลายเป็นตำนานการดูพระสมเด็จวัดระฆังที่สำคัญที่สุด
- เมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้กดพิมพ์สร้างพระสมเด็จฯ จนหมดเนื้อแล้วก็คงหยุด คงไม่ได้สร้างครั้งละมากๆ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต นำมาสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง แน่นอนที่สุด อันดับแรก ประกอบด้วยปูนเปลือกหอย คือเอาเปลือกหอยมาเผาเป็นปูนขาว
- ในสมัยก่อนมีปูนเปลือกหอยมาก แต่ปัจจุบันหาไม่ค่อยมีแล้ว อันดับสอง คือส่วนผสมของน้ำมัน ตังอิ๊ว เพราะเคยเห็นมากับตา เวลาพระสมเด็จวัดระฆัง ชำรุดหักจะเห็นเป็นน้ำมันตังอิ๊ว เยิ้มอยู่ข้างในเนื้อพระเป็นจุดๆ
- อันดับที่สาม มีปูนอีกชนิดหนึ่งเขาเรียกว่า ปูนหิน มีน้ำหนักมากไม่ทราบว่าทำมาจากอะไร ท่านผู้อ่านโปรดสังเกตว่าตามโรงงิ้วพวกงิ้วจะเอาแป้งจากปูนหินสีขาวๆมาพอกหน้า เป็นพื้นแล้วจะติดแน่น
- เอาเนื้อสามส่วนนี้เป็นหลักมาผสมกัน ยังมีมวลสารชนิดหนึ่งเป็นเม็ดสีเทาๆมองเหมือนก้อนกรวดสีเทา แต่ไม่ใช่ เพราะเนื้อนิ่มเวลาเอามีดเฉือนจะเฉือนเข้าง่าย จึงไม่ทราบว่าเป็นมวลสารอะไร
- และเคยเจอผ้าแพรสีเหลือง เข้าใจว่าเป็นผ้าแพรที่ถวายพระพุทธรูป แล้วเวลาเก่า หรือชำรุด แทนที่จะนำผ้าแพรที่ห่มพระพุทธรูป มีผู้คนกราบไหว้มากมายไปทิ้ง
- ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ได้นำผ้าแพรตัดเป็นชิ้นเล็กๆ เอาดินสอลงอักขระเป็นอักษรไว้ แล้วผสมในมวลสารที่สร้างพระสมเด็จวัดระฆัง
- ชิ้นส่วนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ก้านธูปบูชาพระ สันนิษฐานว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ คงนำเอาสิ่งของที่บูชาพระทั้งหมด เมื่อกราบไหว้บูชาพระ แล้วก็ไม่ทิ้ง
- นำมาตัดหรือป่นกับเนื้อที่จะสร้างสมเด็จวัดระฆัง จะเห็นเป็นเศษไม้ลักษณะก้านธูปผสมอยู่ในเนื้อพระสมเด็จวัดระฆัง กลายเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญยิ่งถ้ามีเศษธูปแล้วต้องเป็นสมเด็จวัดระฆัง
- วัสดุอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือมีเม็ดแดงเหมือนอิฐผสมอยู่ในเนื้อของพระสมเด็จวัดระฆัง เม็ดแดงนี้ขอยืนยันได้เลยว่า เป็นเศษเนื้อพระซุ้มกอตำให้ละเอียดแล้วผสมไว้กับมวลสารที่จะสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง
- เอกลักษณ์อันสำคัญที่สุดคือเม็ดเล็กๆมีผสมค่อนข้างมาก สีขาวออกเหลือง ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกว่า เม็ดพระธาตุ แต่คงไม่ใช่เม็ดพระธาตุเพราะถ้าเป็นเม็ดพระธาตุคงต้องใช้จำนวนมหาศาล เพราะพระสมเด็จวัดระฆังทุกองค์จะมีเม็ดพระธาตุมาก จะไปเอาพระธาตุมาจากไหนมากมายมหาศาล
- จุดเม็ดพระธาตุนี้กลายเป็นจุดสำคัญของตำนานการดูพระสมเด็จวัดระฆัง ที่สำคัญที่สุด สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นปูนหินสีขาวๆเมื่อผสมกับน้ำมันตังอิ๊วจับตัวเป็นก้อน เมื่อตำผสมกับปูนขาวเปลือกหอยแล้ว ไม่กลืนกันภายหลังแยกกันเป็นเม็ดๆในเนื้อของสมเด็จวัดระฆัง
- แต่บางคนก็สันนิษฐานไปว่า อาจจะเป็นปูนขาวที่ปั้นพระบูชาตามโบสถ์ เสร็จแล้วทารักปิดทอง ให้พุทธศาสนิกชนกราบไหว้บูชา เป็นร้อยเป็นพันปี
- บางครั้งปูนขาวพองขึ้นชำรุดเสียหาย จึงต้องลอกเอาปูนขาวออกปั้นด้วยปูนขาวใหม่ ให้พระสมบูรณ์ เพื่อยืดอายุพระพุทธรูปบูชา ในโบสถ์ให้มีอายุนับพันปี
- ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต เห็นเป็นวัสดุบูชาที่ไม่ควรจะทิ้ง จึงนำมาตำผสมไว้ในมวลสารของพระสมเด็จวัดระฆัง มาจนถึงปัจจุบัน อายุของพระสมเด็จวัดระฆังร้อยกว่าปี การหดตัวของมวลสารเกิดขึ้น
- วัสดุที่ต่างกัน อายุต่างกัน จึงหดตัวไม่เท่ากัน จึงเกิดรอยแยกตัวของรอบๆ เม็ดพระธาตุอย่างสม่ำเสมอ เป็นตำนานอันสำคัญที่สุดในการดูพระสมเด็จวัดระฆัง แท้
     ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะนำดินสอพองมาเขียนเป็นตัวอักขระ บนกระดานชนวน เสร็จแล้วก็ลบออก และเขียนอักขระใหม่แล้วก็ลบออกอีก นำเอาผงที่ลบออกมาเก็บเอาไว้ คนรุ่นเก่ารุ่นแก่เรียกว่า ผงอิทธิเจ นำมาผสมในพระสมเด็จวัดระฆัง
 
พระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม
 - พระสมเด็จวัดระฆังเป็นพระที่สร้างจากเนื้อผงวิเศษ ๕ ชนิด คือ ปถมัง , อิธะเจ , มหาราช , พุทธคุณ และตรีนิสิงเห ตามลำดับ การเกิดผงวิเศษทั้ง ๕ นี้ นับเป็นขบวนการหล่อหลอมพระเวทย์วิทยาคมอันศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๕ มาเป็นหนึ่งเดียว      วิธีการสร้างผงวิเศษนั้นเริ่มมาจากการบริการพระคาถา เขียนสูตร ชักยันต์ด้วยชอล์คลงในกระดาษชนวน เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนใหม่ทำเช่นนี้นับเป็นร้อยๆครั้ง จนเกิดเศษชอล์คจากการลบ ซึ่งถือว่าเป็นผงศักดิ์สิทธิ์ ที่เกิดจากการตั้งจิตบริกรรมพระเวทย์ ในขณะที่เขียนให้ครบถ้วนตามจำนวนที่พระเวทย์ ในแต่ละบทกำหนดไว้ ขั้นผงที่ได้ออกมาเป็นผงที่ได้ออกมาเป็นผงที่มีชื่อ “ ปถมัง ”
 
 
พระสมเด็จวัดระฆัง ถูกจำแนกออกไปเป็น ๕ พิมพ์ใหญ่ด้วยกันคือ

๑ พิมพ์พระประธาน หรือ พิมพ์ใหญ่
๒ พิมพ์ทรงเจดีย์
๓ พิมพ์เกศบัวตูม
๔ พิมพ์ฐานแซม
๕ พิมพ์ปรกโพธิ์ สำหรับพระพิมพ์นี้มีให้พบน้อยมาก ภายหลังจึง ไม่ค่อยจะมีผู้กล่าวถึง"
ssomkiert granjan...
"เมื่อกระแสความศรัทธา วัตถุมงคล หรือ พระเครื่อง เปลี่ยนผ่านเป็นความนิยมในเชิงพุทธพาณิชย์ พระเครื่อง เกจิ ชื่อดัง หลายต่อหลายรุ่น ถูกกว้านเช่าซื้อ ว่ากันว่าส่วนใหญ่มักตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนที่มีเงิน หากใครต้องการมีไว้ครอบครองอาจต้องมาด้วยเงินที่ค่อนข้างสูง อย่าง พระสมเด็จพุฒจารย์โต , หลวงปู่ทวด ราคาเช่าในวงการพระเครื่องพุ่งสูงเกิน..กว่า 10 ล้าน
 
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการก่ออาชญากรรมแย่งชิงพระเครื่องและการฟอกเงิน เพื่อให้ได้มาซึ่งการครอบครองเป็นของตนเองไม่ว่าจะได้มาด้วยเล่กลอุบายหลากหลายรูปแบบ ก็ตาม ล่าสุด ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาปรากฏข่าวตามสื่อต่างๆ ว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์ลูกน้องเซี่ยนพระ ชื่อดัง อุ้มเซี่ยนพระ ด้วยกัน เพื่อขู่บังคับเอาพระสมเด็จขุนพรหมพิมพ์ใหญ่ ราคาเกือบ 17 ล้านบาท
 
แท้จริงแล้ว เกี่ยวกับ คดีนี้..มีเบื้องหน้าเบื้องหลังกลโกงอะไรแอบแฝง จนนำไปสู่..ปฏิบัติการอุกอาจอุ้มเซียนพระ รายนี้ เจาะประเด็นในวันนี้ เรามีความจริงมาเปิดโปง
 
ย้อนไปดูเหตุการณ์ เกิดขึ้นประมาณ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ปีนี้เอง ระหว่างที่ นายพิสิษฐ์ นวพรลักษมี ผู้เสียหาย วัย 42 ปี ขับรถยนต์เข้ามาจอดภายในลานจอดรถห้างดัง..ย่านงามวงศ์วาน จังหวัดนนทบุรี เพื่อจะขึ้นไปยังศูนย์พระเครื่อง ชั้น 3 ของห้าง ขณะนั้น มีชายฉกรรจ์เดินเข้ามาประกบตัวพร้อมบอกนายพิสิษฐ์ ด้วยว่าให้ไปเคลียร์หนี้สิน กับเจ้านาย ก่อนจะดึงตัวขึ้นรถยนต์โตโยต้า รุ่นอัลพราท สีขาวมุก เมื่อถูกคุ้มตัวมาถึงรถยนต์ คันดังกล่าว พบผู้อยู่ในเหตุการณ์หนึ่งในนั้น คือ นางอภิณห์พร มงคลศิลาโรจน์ หรือว่า สลักจิตร ดวงจันทร์ ซึ่งเป็นน้องสาวของราชินีลูกทุ่ง ผู้ล่วงลับ นายพิสิษฐ์ นวพรลักษมี จำได้ว่าเป็นคนสนิท ของ นายชัยโรจน์ กาญจนศิลาโรจน์ หรือ เลิศ สุพรรณ ฉายาในวงการพระเครื่อง หลังถูกขู่บังคับจนยอมให้พระรุ่นดังไปจากตนก็ถือว่าเป็นการหักหนี้สินกันไป หลังจากไม่กี่วัน ต่อมา ได้มีชายฉรรจ์ 3 คน เข้ามาล็อคแขน นายพิสิษฐ์ นวพรลักษมี อีกครั้ง แต่ขัดขึนหลุดได้ จึงโล่เข้าแจ้งความที่ สน.นนทบุรี เพื่อดำเนินคดีเอาผิด กับ นายชัยโรจน์ กาญจนศิลาโรจน์ พร้อมกับ นางอภิณห์พร มงคลศิลาโรจน์ หรือว่า สลักจิตร ดวงจันทร์ ส่วนอีก 3 คนเป็นทหารชุดทวงหนี้ของเสธทหาร คนหนึ่ง
 
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทีมข่าวเจาะประเด็น ลงสืบค้นหาความจริงได้ข้อมูลเชิงลึก จากปากของ นายชัยโรจน์ กาญจนศิลาโรจน์ ซึ่งตกเป็น ผู้ต้องหาในคดีนี้ได้เปิดเผยว่า ตนเองต่างหากที่น่าเป็นฝ่ายแจ้งความเอาผิด เนื่องจากก่อน หน้านี้ นายพิสิษฐ์ นวรพรลักษมี ทำทีเข้ามาติดต่อขอเช่าพระเครื่อง ดังๆ จากตน หลายรุ่น หลายองค์ ล้วนเลือกแต่พระเครื่องที่มีราคาแพง หลักแสนไปจนถึงหลัก 10 ล้าน ผ่านมาเป็นปีไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงิน
 
กระทั่งกลางเดือนตุลาคม ปีนี้ ปรากฏว่า นายพิสิษฐ์ นวพรลักษมี ออกลาย ด้วยมีพฤติการณ์มาขอเช่าพระล๊อตสุดท้าย หลวงพ่อกลั่น หลวงพ่ออี๋ หลวงพ่อทา และ หลวงปู่ทวด หลังจาก นายพิสิษฐ์ ได้พระเครื่องเกจิ รุ่นดังๆ ไปแล้วจะไม่จ่ายเงินสด แต่จะจ่ายเช็คเป็นตัวชำระเงินเหมือนครั้งที่ผ่านๆมา แต่ปรากฏว่า คราวนี้ เช็คหลาย 10 ใบ ที่ นายพิสิษฐ์ นวพรลักษมี ทยอยสั่งจ่ายไว้ให้ทั้งหมดเงินไม่มีจ่าย
 
เบื้องต้นเมื่อเกิดปัญหา นายชัยโรจน์ กาญจนศิลาโรจน์ จึงเข้าแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจ ซึ่งในหว่างรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินคดีเอาผิด นายชัยโรจน์ ไม่ละความพยายามติดต่อขอพบ นายพิสิษฐ์ นวพรลักษมี เพื่อไกล่เกลี่ยมาโดยตลอด หากไม่ได้เงิน ก็ขอพระคืน กลับกลายเป็นว่า ทางด้าน นาย พิสิษฐ์ พยามยามบ่ายเบี่ยงไม่อยากเจรจา จนนำไปสู่การเชิญตัวมาพูดคุยไม่ได้กระทำการกักขังหน่วงเหนี่ยวรีดทรัพย์ ตามที่ นายพิสิษฐ์ กล่าวอ้าง แต่อย่างใด
 
นอกจาก นายชัยโรจน์ กาญจนศิลาโรจน์ แล้ว นายสมเกียรติ บุญเสรฐ เซียนพระ ชื่อดัง เป็นอีกราย ตกเป็นเหยื่อถูก นายพิสิษฐ์ นวพรลักษมีหลอกโกงพระเครื่อง โดยใช้พฤติการณ์เดียวกัน โดยจะเน้นเช่าเฉพาะพระเครื่องเกจิ ดังๆ อย่าง หลวงปู่ทวด รุ่นปี 2505 / หลวงพ่อเงิน ถึง 4 ชุดด้วยกัน รวมมูลค่ากว่า 16 ล้านบาท หลังจากนั้นจะจ่ายเช็ค แทนเงินสด ซึ่งเช็คที่สั่งจ่ายไว้จะทยอยจ่ายเป็นงวดๆ งวดละ 5 แสนบาท พอถึงเดือนสิงหาคม เรื่อยมาถึงเดือนกันยายน กำหนดขึ้นเช็คได้ ปรากฏเช็ค 4 ใบแลก รวม 2 ล้านบาท ผ่านไม่มีปัญหา พอมาถึงงวดเดือน ตุลาคม เรื่อยมาจนถึง ธันวาคม เดือนนี้ ปรากฏว่าเช็คไม่มีเงินจ่ายแม้แต่ใบเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นายพิสิษฐ์ นวพรลักษมี จงใจไม่จ่ายเงินค่าเช่าพระเครื่อง
 
เมื่อรู้แน่ว่าคงไม่มีทางได้เงิน เซียนพระ บางราย ที่ยังอยากได้พระของตนเองกลับคืน จึงพยายามติดต่อกลับไปยัง นายพิสิษฐ์ นวพรลักษมี แต่ได้รับคำตอบว่า ถ้าอยากได้พระคืนต้องนำเงินมาไถ่ เนื่องจาก นายพิสิษฐ์ นวพรลักษมี อ้างว่าได้นำพระที่ได้มาจากผู้เสียหายทั้งหมดจำนำไปหมดแล้ว แต่ไม่ยอมบอกว่าจำนำไว้กับบุคคล ๆ ใด อยู่ที่ไหน..มีตัวตนหรือไม่ เซียนพระผู้เสียหาย รายนี้ ตกหลุมพราง ยอมหอบเงิน ร่วม 4 ล้านไถ่พระกลับคืนมา
 
จนถึง ขณะนี้ รวมเซียนพระผู้เสียหายแล้วกว่า 30 ราย รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 300 ล้านบาท เบื้องต้น ถึงแม้ว่าผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ความผิดฐานฉ้อโกง รวมถึง คดีแพ่งเกี่ยวกับเช็คไว้แล้ว แต่เนื่องจากเกรงมี กลุ่มผู้มีอิทธิพล คอยหนุนหลังขบวนการโกงพระเครื่อง จึงรวมตัวเข้าร้องเรียน กับ กรมสอบสวนดคีพิเศษ (ดี.เอส.ไอ) อีกครั้ง เพื่อให้ ดีเอสไอ ติดตามดำเนินดคี ซึ่งไม่
แน่ว่าอาจจะสามารถสาวถึงตัวผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง
 
นอกจากหลุมพราง ที่เหล่ามิจฉาชีพวางเป็นกับ ด้วยหวังเพียงครอบครองพระเครื่องเท่านั้น ขณะที่ กรมศิลปากร ชี้ว่า มีบุคคลบางกลุ่มหันมาทำพระปลอมกันเป็นขบวนใหญ่ การจะตามหาตัวเอาผิด จึงทำได้ยาก"
ssomkiert granjan...
"

ประกาศ โครงการเพื่อสมเด็จพระสังฆราช
 ข้อมูล วิทยานิพนธ์ด้านความมั่นคงสถาบันพระศาสนา ในประวัติศาสตร์ ได้ที่
https://docs.google.com/file/d/0B_nOh0gPsWNSUkVWRG9aQ3pkbmc/edit
ช่วยแบ่งปันได้เพื่อสร้างบุญบารมี
 http://www.facebook.com/media/set /?set=a.176119805767463.37970.161446187234825&type=3

จาก สมเกียรติ กาญจนชาติ โทร 084-6514822
ด่วนโอกาศพิเศษ การอนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์ ท่านสามารถ ร่วมบริจาคบูชาเพื่อสืบทอดพระศาสนา มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ไทย
เหรียญหลวงพ่อโสธร รุ่นแรก 2460
เหรียญทั่งหมดนี้ยินดีนำออกให้บริจาคบูชา เพื่อหาทุนในการดำเนินโครงการต่างๆ ท่านใดสนใจ โทร สมเกียรติ กาญจนชาติ 084-6514822"
ssomkiert granjan...
"พิมพ์นิยม ใช่มั้ยคับ"
chai yote
ssomkiert granjan...
"ได้มาเหรียญหนึ่ง"
Adisak Seangseesom
"ศรัทธาโทร 084-6514822 สมเกียรติ กาญจนชาติ"
ssomkiert granjan...
"ศรัทธาโทร 084-6514822 สมเกียรติ กาญจนชาติ"
ssomkiert granjan...
"ศรัทธาโทร 084-6514822 สมเกียรติ กาญจนชาติ"
ssomkiert granjan...
RSS